Articles

ไทลื้อ
 


ชื่อชนชาติ ไทลื้อ (Tai Lue)
 
ชื่อที่ใช้เรียกตนเอง ไทลื้อ
 
แหล่งที่อยู่อาศัย แคว้นสิบสองพันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน, นอกจากที่ประเทศจีนแล้ว ยังมีไทลื้อในประเทศพม่าบริเวณภาคตะวันออกของรัฐฉาน และบางส่วนตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว
 
จำนวนประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจัดเป็นชนกลุ่มน้อยและมีกลุ่มคนไทยลื้ออาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด 9 อำเภอ 14 หมู่่บ้าน มีประชากร 3,904 คน

ลักษณะบ้านเรือน


สังคมของคนไทยลื้อเป็นสังคมเกษตรกรรม ชาวไทยลื้อมักจะตั้งถิ่นฐานในที่ราบใกล้แหล่งน้ำเพื่อนำมาใช้ในการบริโภคและใช้ในไร่นา รวมถึงทดน้ำทำเหมืองฝาย เก็บกักน้ำไว้ เช่น ที่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา  มีการแบ่งกลุ่มบ้านพักอาศัยสำหรับนานั้นแยกออกไปนอกหมู่บ้านและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ  ในหมู่บ้านไทลื้อยังประกอบไปด้วยกลุ่มบ้าน(หมวด) บ่อน้ำหมู่บ้าน (อาจจะมีหลายบ่อที่แต่ละบ้านจาใช้ร่วมกัน) ลานของหมู่บ้าน เสาใจบ้าน หอเสื้อบ้าน นอกจากนี้ลักษณะหมู่บ้านของไทยลื้อมี 2 ลักษณะ คือ อยู่ในที่ราบและบนพื้นที่สูง ขึ้นอยู่กับการอพยพของผู้คนหรือการแสวงหาที่ทำกินใหม่
ภาษา


ภาษาลื้อจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท มีผู้พูดภาษานี้แพร่กระจายอยู่ในหลายเมือง เช่น เมืองยองในพม่า,ทางตอนใต้ของแคว้นสิบสิงพันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน,ในเมืองสิง แขวงหลวงน้ำทา,ในเสียงจันทน์,ในหลวงพระบาง สปป.ลาว, หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชากรลาวที่เรียกว่า ลาวลุุ่มทางเขตภาคเหนือของลาวเองส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยชาวลื้อ  ในประเทศไทยมีลาวลื้ออยู่ในหลายจังหวัด สำเนียงภาษาที่ใช้จะมีความแตกต่างในรายละเอียดโดยเฉพาะเรื่องของระบบเสียง เช่น ชาวไทยลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง จะมีสำเนียงต่างไปจากชาวไทยลื้อที่อพยพมาจากสิงสองพันนา

การแต่งกายของชาวไทลื้อ


แต่เดิมผู้ชายไทยลื้อจะนุ่งเตี่ยวสะดอ ซึ่งเป็นกางเกงคล้ายกางเกงขาก๊วย แต่เป้าลึกกว่า มี 3 ตะเข็บ เรยกว่าเตี่ยว 3 ดูก และไม่ใส่เสื้อ จะพบเห็นรวยสักตามร่างกายทั่วไป ตามหน้าอก กลางหลัง ข้อมือ แขน และขา  ส่วนหญิงชาวไทยลื้อในอดีตผูกพันกับการทอผ้า กล่าวคือ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จะได้รีบการปลูกฝังและเรียนรู้การทอผ้า โดยเริ่มจากเทคนิคการทอง่ายๆ ไปสู่ยากขึ้นจาก แม่ ยาย และญาติผู้ใหญ่ นอกจากนั้นการทอผ้ายังแสดงถึงความเป็นแม่ศรีเรือน หญิงใดทอผ้าได้อย่างประณีตและงามย่อมเป็นที่หมายของหนุ่มๆ ในหมู่บ้าน  
การแต่งกายของหญิงไทยลื้อนั้น  จะสวมใส่เสื้อปั๊ดรัดรูปผ่าอก  มีสาบหน้าเฉียงมาผูกติดกับด้ายหรือใช้กระดุมเม็ดขนาดใหญ่เกี่ยวกันไว้ ตัวเสื้อจะสั้นและมีแขนยาวทรงกระบอก เสื้อปั๊ดนิยมใช้สีดำหรือสีคราม ตรงสาบเสื้อจะขลิบด้วยแถบผ้าสีต่างๆ หรือด้วยลวดลายต่างๆ และนุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ทำด้วยผ้าฝ้ายแต่เดิมไทยลื้อนิยมทอซิ่นปล้องและซิ่นม่านใส่กันมาก ถ้าในหมู่คนแก่คนเฒ่าจะใช้สีดำเป็นพื้น ส่วนคนรุ่นสาวจะ ใช้สีสดตัดกัน และมีลวดลายซิ่นแบบต่างๆ เช่น ซิ่นก่าน (ลวดลายมัดหมี่) ซิ่นคำเดิม (ทอแทรกด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง) ซิ่นปล้อง (วิธีขิด ทอด้วยการเก็บลายที่เรียกว่า "การเก็บมุก" มีลวดลายขวางสลับริ้วสีพื้น มีช่วงลายขนาดที่เท่ากัน)  ซิ่นม่าน(ทอด้วยวิธีขิดหรือมัดหมี่คล้ายซิ่นปล้อง แต่ต่างตรงที่ช่วงของลายมีขนาดไม่เท่ากัน)  และซิ่นลายน้ำไหล(ทอด้วยวิธีเกาะหรือล้วง ลักษณะลวดลายบนผืนผ้าคล้ายน้ำไหล) 
ผ้าซิ่นมีโครงสร้างประกอบด้วย 3 ส่วนคือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น เย็บติดกันเป็นถุงโดยเฉพาะหัวซิ่นเป็ฯสีแดง ถัดลงมาเป็นริ้วๆ ลายขวางสลับสีต่างๆ ส่วนตรงกลางของตัวซิ่นจะเป็นส่วนที่นิยมตกแต่งด้วยลวดลายพิเศษด้วยวิธีแบบต่างๆ  และตีนซิ่นซึ่งยาวประมาณ 1 ใน 3 ของผืนผ้าทั้งหมดเป็ฯผ้าพื้นสีดำ ครามหรือเขียว แต่ถ้าใส่่ไปงานบุญมักจะทอเป็นพิเศษด้วยการต่อเชิงซิ่นด้วยตีนจก จก(เป็นวิธีเดียวกับขิด) ด้วยดิ้นเงินและดิ้นทอง  ผ้านี้เป็นผ้าซิ่นตีนจกอันลือชื่อของเมืองน่าน  ผมส่วนใหญ่จะเกล้าเป็นมวย และต่อจากมวยจึงเกล้าอีกชั้นด้วยการขดปลายผมเปฯรูปวงกลม เรียกว่า "จว๊องผม" และจึงโพกศรีษะอีกทีหนึ่งด้วยผ้าขาวหรือสีชมพูและถือถุงย่ามแดง  ซึ่งพบเห็นได้ในหมู่ผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา ส่วนที่จังหวัดน่านไม่ได้มีการทำผมเช่นนี้แล้ว หญิงไทยลื้อบางพื้นที่เช่นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ใช้ปิ่นปักมวยผม ส่วนสาวรุ่นจะทำผมตามสมัยนิยม เราอาจพบหญิงสูงอายุยังสวมเสื้อปั๊ดและนุ่งผ้าซิ่นบ้าง  ในหมู่บ้านไทยลื้อต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ส่วนไทยลื้อที่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน  ผู้สูงอายุและวัยกลางคนนิยมผ้าซิ่นและเสื้อผ้าที่สามารถหาซื้อได้ในตลาด ส่วนหญิงรุ่นสาวจะแต่งตัวเหมือนคนไทยเมืองน่าน  แต่จะแต่งตัวเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่นในช่วงงานพิธีกรรมและงานเทศกาล