Articles

 

ไทแดง
 


 

 

ชื่อชนชาติ ไทแดง (Tai Daeng)
ชื่อที่ใช้เรียกตนเอง ไทลำ (Tai Lam)
แหล่งที่อยู่อาศัย

แขวงหัวพัน ประเทศลาว ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชาวไทแดงที่พบในเขตซำใต้ มักตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มของตนเอง  อาจจะมีปะปนกันเป็นกลุ่มอื่นในหมู่บ้าน เช่น พบไทแดงอาศัยปะปนกลับกลุ่มชาวลาวที่นับถือพุทธศาสนา  หมู่บ้านไทแดงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำน้ำต่างๆ เช่น น้ำฮาว น้ำมา เป็นต้น โดยลำน้ำเหล่านี้จะไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ประเทศเวียดนาม  โดยมีลำน้ำซำเป็นลำน้ำหลัก 

ลักษณะภูมิประเทศ

 

ลักษณะภูมิประเทศในแขวงหัวพันจะเป็นภูเขาสูงชัน  มีที่ราบน้อย  ที่ราบดังกล่าวทำให้กลุ่มไทแดงใช้สำหรับทำนาดำ นอกจากที่ราบเล็กๆ เหล่านี้แล้ว ยังพบว่ามีการทำนาขั้นบันไดด้วย บริเวณที่มีต้นน้ำอุดมสมบูรณ์ สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากอาศัยน้ำจากภูเขาทดน้ำลงมาสำหรับทำนาขั้นบันไดได้  แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีบริเวณจำกัด ดังตัวอย่างเช่น บ้านนาส่าง เมืองสบฮาว บ้านเกือง เมืองซำใต้ เป็นต้น ลักษณะทางกายภาพของการตั้งถิ่นฐานที่อยู่ตามริมน้ำในเขตภูเขาสูงทำให้น้ำในลำน้ำต่างๆ มีกระแสน้ำแรง จึงพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่พัฒนาขึ้นมาจากกระแสพลังน้ำ เช่นระหัดวิดน้ำเข้านาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หลุก" ครกกระเดื่องพลังน้ำ และเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ตามหมู่บ้านของชาวไทแดงเป็นจำนวนมาก

แหล่งเก็บข้อมูล บ้านหนองแปน (Nongpaen) แขวงเวียงจันท์ (Veintiane) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Laos)
จำนวนประชากร มีประชากรประมาณ 70 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่เป็นไทแดง ส่วนน้อยเป็นพวน มีไทดำอยู่บ้างเล็กน้อย
ลักษณะการแต่งกาย
 
ผู้หญิงสาวไทแดงกับผู้หญิงมีอายุไทแดงจะแต่งตัวไม่ต่างกันยกเว้นสีเสื้อ หญิงสูงอายุใส่เสื้อสีดำ ฟ้า หรือเขียว ส่วนหญิงสาวจะใส่สีอ่อนๆ เช่น สีฟ้าอ่อน  ลักษณะเสื้อเป็นเสื้อคอกลมตื้นมาก จึงใส่หัวไม่ได้ต้องผ่าที่บ่าทั้ง 2 ข้าง และติดกระดุมแบบห่วงบ่าละ 1 เม็ด กระดุมนี้เรียกว่า หมากต้อง หรือตรงกับภาษาไทยว่า หมากท้อง รอบๆ คอเสื้อติดกระดุมเงินเป็นรูปดอกไม้กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร เรียกว่า หมากแนก ตัวเสื้อต่อที่แขน มีแขนยาวลีบติดแขน ตัวเสื้อแคบสั้นแค่อก
ซิ่นของหญิงไทแดงยาวมาก เวลานุ่งขึ้นไปจนจดใต้ราวนมพอดีกับเสื้อตัวสั้นๆ จึงมีคำกล่าวว่า “ซิ่นเหลือ เสื้อ บ่ พอ” ซิ่นประกอบด้วยตัวซิ่น ซึ่งมีหลายแบบมาก บ้านที่เราไปเป็นซิ่นสีดำมีทางลงเล็กๆ หรือบางทีเป็นลายมุกต่อลายยกไหมเป็นขั้นๆ บนพื้นสีดำแดงแก่ ลายมุกมีตั้งแต่มุก 4 ไปจนมุก 6 ซิ่นนี้อาจมีตีนเป็นตีนจก หรือดำไม่มีลวดลาย หัวซิ่นเป็นสีดำต่อด้วยผ้าทางลงเป็นลายลงสีเทาดำ ส่วนใหญ่และต่อด้วยผ้าดำอีกต่อหนึ่ง เวลานุ่งไปจนจรดดอกใช้เหน็บไว้ เอวรัดด้วยผ้ารัดเอวเรียกว่า สายแอ่งแหล้ ผ้ารัดเอวนี้โดยมากเป็นสีเขียวตองอ่อน ก่อนรัดจะร้อยสายสร้อยเงิน 4 สายซึ่งผูกติดอยู่กับหมากหลาว อันหนึ่งใหญ่อันหนึ่งเล็ก หมากหลาวนี้เป็นรูปคล้ายหัวใจเป็นกล่องลึกประมาณ ครึ่งนิ้ว มีฝาเปิดปิดได้ไว้เก็บของมีค่าเช่นแหวน ต่างหู ระหว่างหมากหลาวมีตัวผีเสื้อเล็กเรียกว่า แมงหวี อยู่ตรงกลางกำกับสายสร้อยเงิน 4 เส้นให้เรียงเป็นแนวจากกันเป็นแผ่น หมากหลาวอันใหญ่จะเอาขึ้นไปเหน็บไว้ที่ผ้ารัดเอวเห็นโผล่ขึ้นมาจากผ้านิด หน่อย ส่วนสายสร้อยเงินนั้นห้อยทาบบนตัวซิ่น  สอบถามได้ความว่า ชุดนี้ได้ใช้ใส่ทุกโอกาสเวลาไปงานศพก็ใส่เช่นนี้ แต่โดยมากนิยมใส่ชุดเก่าๆ และมักเป็นซิ่นพื้นดำ หรือสีแก่ไม่ฉูดฉาด (คนไทแดงชอบสีดำ และแดง) นอกจากนี้หญิงไทแดงอาจห่มส่วนบนในลักษณะห่มเฉียงด้วยผ้าห่มเรียกว่า ผ้าทุ้ม ผืนที่เห็นเป็นพื้นสีแดง ทอเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ด้วยไหมขาว มีลิง ช้าง ตัวตั๋ง นกกาแก ไก่ ผ้าห่มนี้บางคนทอด้วยฝ้ายเป็นลวดลายเรขาคณิตใช้ห่มนอนก็มี
เสื้อผู้หญิงของไทแดงมีลักษณะลำตัวสั้น แขนยาว ผ่าหน้า และป้ายหน้า ปลายมีลวดลายสีม่วง ติดกระดุมมีลวดลายปักสลับสี  ส่วนเสื้อแขนยาวจะมีสีดำ ไม่มีลวดลาย ผ่าหน้า , สีอิฐ ตัวสั้น แขนยาว ผ่าหน้า, สีแดงเลือดหมู ผ่าหน้าแขนยาว ลำตัวยาว ไม่มีลวดลาย, สีแดงสด แขนยาวผ่าหน้า มีลายปักรูปใบไม้สีเขียวที่ลำตัวและปลายแขนมีลายปัก, สีน้ำเงินแขนยาว ตัวสั้น คอกลม, เสื้อแขนยาวลำตัวสั้น ผ่าหน้า มีลายสีดำเป็นลายตาราง
เอี๊ยม มีสีชมพู คอสีแดง มีเชือกผูกคแและเอว 
สไบ มีสีแดงเลือดหมูเข้ม มีลายขวางสีขาวสลับเขียวเหลือง ปลายมีพู่ห้อย, สีบานเย็นลายขวางสลับสี เป็นรูปทรงเรขาคณิต ซิ่น เป็นลายข้าวหลามตัดสีแดง ขอบเป็นสีขาวสลับดำ เป็นรูปทรงเรขาคณิตหลากสี ปลายเป็นลายปักรูปทรงเรขาคณิต, ซิ่นสีขาวดำ ลายขวาง ปลายเป็นลายปัก รูปทรงเรขาคณิต, ซิ่นสีแดงเลือดหมู สลับสีนำตาล, ซิ่นสีดำขาว เป็นลายขวางสลับลายตรง, ซิ่นสีดำสลับแดง ปลายซิ่นเป็นลายปักรูปข้าวหลามตัดสลับสี
เครื่องประดับ
 
หญิงไทแดงใส่ปลอกคอ ปลอกแขน เรียกว่า ปอกคอ ปอกแขนทำด้วยเงิน ถ้ารวยมากก็ใส่หลายอัน และอาจใส่ตุ้มหูเป็นห่วงเล็กๆ เกลี้ยงๆ เป็นแบบขดเกลียว และแบบมีสองปลายอยู่ห่างจากกันเรียกว่า ปอกแขน และปอกแขนต่อปากตามลำดับ เรียกว่า ต่องปิ้ง สำหรับปลอกแขนที่เห็น  การกล้าวผมตั้งกลางบนศีรษะอาจมีปิ่นปักเรียกว่า เสี้ยมเกล้าฝม และโพกหัวด้วยผ้าสีดำ (หญิงแต่งงาน) หรือ เขียวหรือฟ้า (หญิงไม่มีเรือน) เวลาโพกเอาผ้าพันทบจนกว้างประมาณ 5 นิ้ว มัดไขว้หลังศีรษะเอาปลายข้างหนึ่งต่อขึ้น อีกข้างปล่อยปลาย หรือเหน็บชาย ผ้าโพกหัวเรียกว่า ผ้าขัน